ไมนิจิ อะคาเดมิคกรุ๊ป
ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นครบวงจร
www.study-in-japan.com
School Profiles     Scholarship     ข้อมูลเบื้องต้นของประเทศญี่ปุ่น     การเตรียมตัวและการใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น     เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่น


 

การโค้ง

      ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "Rei" (เร) หรือ "Ojigi" (โอจิกิ) ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมไหว้แบบคนไทย หรือจับมือแบบฝรั่ง แต่จะนิยมโค้งแทนในเวลาที่พบหรือลา ประเพณีการโค้งของคนญี่ปุ่นนับว่าซับซ้อนพอควร เช่น การโค้งควรจะต่ำเพียงไรและโค้งได้นานเท่าไร หรือโค้งเป็นจำนวนกี่ครั้ง และโค้งในโอกาสอะไร เช่น ผู้อาวุโสก้มให้ลึก แต่ถ้าระดับเท่ากันโค้งพองาม นอกจากโค้งเวลาพบกันหรืออำลาจากกันแล้ว สามารถโค้งเมื่อต้องการขอบคุณ

การโค้งคำนับแบบยืนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่


การโค้งทักทาย (Eshaku) คือ การทักทายกับผู้ที่สนิทแบบเป็นกันเอง วิธีการคือ ก้มตัวทำมุมประมาณ 15 องศา
การโค้งเคารพแบบธรรมดา (Futsuu Rei) คือ การทักทายกับผู้ที่เรารู้จัก หรือพนักงานขายกับลูกค้า วิธีการคือ ก้มตัวประมาณ 45 องศา
การโค้งเคารพแบบนอบน้อม (Saikei Rei)คือ การให้ความเคารพกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง วิธีการคือ ก้มตัวประมาร 45 องศา กับแนวเส้นตรง

 


 

นามบัตร

     ถ้าคุณทำธุรกิจในญี่ปุ่นแล้วคุณจำเป็นต้องนำนามบัตรติดตัวไปสักร้อยสองร้อยใบ นามบัตร (Meishi) เปรียบเสมือนใบเบิกทาง ชาวญี่ปุ่นตั้งแต่พนักงานจนถึงประธานบริษัทต้องพกติดตัวไว้แลกเปลี่ยนเวลาพบกันครั้งแรก การแลกนามบัตรก็มีพิธีรีตองเช่นกันแล้วแต่ฐานะของผู้แลก โดยปรกติจะต้องยื่นนามบัตรให้ผู้รับในลักษณะที่เขาสามารถอ่านได้ทันที คือ ตัวหนังสือหันหัวมาทางคุณเวลาส่งต้องโค้งศีรษะเล็กน้อย คนญี่ปุ่นเวลายื่นนามบัตรจะบอกชื่อเขาอาจจะเป็นเพราะตัวคันจิซึ่งเป็นชื่อเขาสามารถอ่านได้หลายอย่าง จากนั้นก็ขอบคุณอีกฝ่ายหนึ่งที่มอบนามบัตรให้ หลังจากรับนามบัตรอีกฝ่ายหนึ่งต้องใช้เวลาอ่านนามบัตรอย่างตั้งอกตั้งใจ จึงจะเป็นมารยาทอันควร

 


 

รองเท้า

     คนญี่ปุ่นถือเรื่องเท้าคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น ห้ามสวมรองเท้าในบ้าน วัด โรงแรมแบบญี่ปุ่น (Ryokan ) รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ ร้านหรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปรกติแล้วจะมีการเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้าแต่ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตะตะมิ แม้รองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดินเวลาเข้าห้องน้ำจะมีรองเท้าแตะที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับห้องน้ำ


 


 

 

รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น

     เมื่อคุณได้รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น นับว่าเป็นเกียรติมาก เพราะคนญี่ปุ่นจะคิดว่าบ้านตนเองเล็กคับแคบและไม่ค่อยจะรับแขกที่บ้าน แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง ดังนั้นร้านอาหาร กาแฟ จึงเป็นที่นิยมมาก เมื่อคุณได้รับเชิญแล้วอย่าลืมนำของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วย อาจเป็นผลไม้ ดอกไม้ ขนม เพื่อแสดงถึงน้ำใจ หากเป็นการเชิญรับประทานอาหารคุณอาจซื้อเป็นเหล้าไปฝาก เพราะที่รู้ชายและหญิงมักนิยมดื่มสุรา อย่านำเพื่อนตามไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยไม่ได้รับเชิญ เจ้าของบ้านจะอึดอัดและเป็นการไม่สุภาพ หลังจากไปเยี่ยมบ้านเขาแล้วอย่าลืมโทรศัพท์หรือส่งจดหมายไปขอบคุณ และเมื่อพบกันครั้งต่อไป อย่าลืมขอบคุณที่เขาเคยชวนไปบ้านเป็นอันขาด


 


 

มารยาทบนโต๊ะอาหารชาวญี่ปุ่น

     การเรียนต่อในประเทศญี่ปุ่นนั้น นักเรียนอาจมีโอกาสได้เข้าร่วมรับประทานอาหารกับชาวญี่ปุ่น ดังนั้นการเรียนรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาไว้เป็นความรู้ที่ติดตัวไปด้วย สำหรับบ้านเรานั้นถึงแม้เราจะใช้ช้อนส้อมเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีโอกาสใช้ตะเกียบในการรับประทานอยู่ไม่น้อย ชาวญี่ปุ่นนั้นแทบทุกบ้านจะใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร ดังนั้นขอให้นักเรียนเรียนรู้มารยาทการรับประทานอาหารด้วยตะเกียบ การปฎิบัติเหล่านี้บนโต๊ะอาหารเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

  • การกำตะเกียบเป็นกิริยาที่ไม่ดี
  • เป็นการจับตะเกียบและถ้วยข้าวด้วยมือเดียวกัน
  • “ โยเซบาฉิ” การเลื่อนชามไปข้างหน้าด้วยตะเกียบ
    (จะโยกย้ายอะไรก็ใช้มือให้สุภาพเข้าไว้)
  • “ ซึคิบาฉิ” การเสียบอาหารด้วยตะเกียบ
  • “ ซากุริบาฉิ” การเลือกอาหารที่มีรสอร่อย หรือน่ากินในจานอาหาร (อย่าลืมว่าใครๆก็อยากรับประทานของอร่อยในจานเหมือนกัน อย่าเผลอเลือกรับประทานคนเดียวจนหมด)
  • “ มาโยอิบาฉิ” การถือตะเกียบจดๆจ้องๆไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะนับประทานอาหารบนโต๊ะอาหาร (หรือพูดง่ายๆว่าก็เล็งรับประทานอะไรไว้ก็มุ่งหนีบรับประทานซะดีกว่า เลือกไปเลือกมาดูเหมือนจะทิ้งของที่ไม่อร่อยให้คนอื่นรับประทาน ชาวญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เก็บความรู้สึก ถึงอยากรับประทานก็ต้องมีมารยาทไว้ก่อน)
  • การเสียบตะเกียบไว้บนข้าวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรปฎิบัติ
 


 

 

พิธีฉลองการบรรลุนิติภาวะ

      ทุกวันที่ 15 มกราคมของทุกปี จะมีการจัดพิธีฉลองบรรลุนิติภาวะ (เชจิน ชิกิ) เพื่อแสดงความยินดีให้แก่หนุ่มสาวที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ในปีที่ผ่านมา จัดขึ้นตามเขตต่าง ๆ โดยจะไปรวมตัวกันรับฟังโอวาทและแสดงความยินดีจากผู้ว่าการเขต ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วมีสิทธิ์ที่จะออกเสียงเลือกตั้ง อิสระในการสมรส และถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโชวะจนถึงปัจจุบัน โดยผู้หญิงจะใส่ชุดกิโมโนที่เรียกว่า “ ฟุริโชเดะ” เป็นกิโมโนสำหรับผู้ที่ยังไม่แต่งงาน และผู้ชายก็จะใส่ชุดกิโมโนเช่นกัน

 



 

วิธีการอ่านหนังสือญี่ปุ่น

      การเขียนภาษาญี่ปุ่นนั้นสามารถเขียนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน แต่เวลาที่ต้องการเขียนอะไรที่เป็นทางการ มักจะนิยมเขียนในแนวตั้ง อาทิเช่น หนังสือพิมพ์ พ้อคเก็ตบุ้คต่างๆ บัตรอวยพร หรือการเขียนเรียงความ เป็นต้น โดยวิธีอ่านการเขียนในแนวตั้ง จะเปิดอ่านจากหน้าซ้ายไปขวา ส่วนการเขียนทางแนวนอนก็จะเปิดอ่านเหมือนรูปแบบทั่วไป และจะเขียนจากซ้ายไปขวา

 



 

การแสดงประจำชาติ

      แต่ดั้งเดิมนั้นความบันเทิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นคือ ละครคาบูกิ และสิ่งบันเทิงอื่นๆซึ่งให้ความคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน และวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น ได้แก่ ละครโนห์, บุงราคุ (ละครหุ่น), ราคูโกะ (การเล่าเรื่องขบขัน) เป็นต้น

คาบูกิ : เวทีละครคาบูกิจะถูกจัดด้วยฉากและสิ่งประกอบมากมาย เพื่อให้คนดูเกิดความตื่นตาตื่นใจ

โนห์ : ละครโนห์จะถูกแสดงโดยตัวเอกที่เรียกว่า “ ชิเต้” และผู้แสดงประกอบเรียกว่า “ อาคิ” การเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และสวยงามของตัวแสดง ประกอบกับดนตรีที่แผ่วเบาและเป็นเสียงเดียวกันตลอด ทำให้ผู้ฟังทั้งหลายเข้าสู่อาณาจักรแห่งความฝัน

บุงราคุ : เป็นการให้ความบันเทิงที่เป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยเอโดะ คือพร้อมกับละครคาบูกิ การใช้มืออย่างชำนาญในการเชิดหุ่นของผู้เชิดที่มีประสบการณ์ ทำให้เกิดละครที่ดีและมีการแสดงเหตุการณ์ไปตามเนื้อเรื่อง

ราคูโกะ (การเล่าเรื่องขบขัน) : เป็นการเล่าเรื่องขบขันซึ่งมีแต่สมัยเอโดะ ปัจจุบันยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

 



 

วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่น

      สำหรับวัดในประเทศญี่ปุ่นนั้น ถือว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้คนมีทั้งอารมณ์และจิตใจสงบ รวมถึงเป็นสถานที่ที่ทั้งผู้สูงอายุและวัยรุ่นนิยมใช้เวลาในช่วงวันหยุดและเทศกาลต่าง ๆ วัดในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ โอเทระ” ส่วนศาลเจ้าเรียกว่า “ จินจะ” วัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่นจะมีอาคารเป็นสีทึม ๆ เสียส่วนใหญ่ ไม่ฉูดฉาดเหมือนบ้านเรา บริเวณหน้าทางเข้าศาลเจ้าชินโตทุกแห่งจะมีเสา “ โทริอิ” ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ส่วนภายในจะมีอีกเสาที่มีขนาดเล็กกว่า และจะทาสีส้มแดงซึ่งจะสังเกตได้ชัด

     ชาวญี่ปุ่นนิยมโยนเหรียญทำบุญให้แก่วัด และขอพรโดยการสั่นกระพรวนใหญ่ที่แขวนอยู่บริเวณด้านบน ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเรียกเทพเจ้าให้ได้ยินในสิ่งที่ขอพร หลังจากนั้นปรบมือ 2 ครั้งและตั้งจิตอธิษฐาน

 
 
 
 

 
Mainichi Academic Group
Copyright 2005 © Mainichi Academic Group & Mainichi Japanese Language Institute All Rights Reserved.