เมื่อสองวันก่อน ผู้เขียน ยังคร่ำเคร่งกับการสอบปลายภาค การจะได้ไปประเทศญี่ปุ่นในไม่ช้าเป็นกำลังใจอย่างดีทีเดียวที่ทำให้ผู้เขียนมีชีวิตรอดมาได้จากการสอบไล่ที่ผ่านมา
ผู้เขียนยอมรับและสารภาพว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนจากบ้านเกิดและครอบครัวเป็นเวลานานที่สุดและไกลที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางคนเดียวไปกับผู้คนที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยอีกด้วย (แต่ต่อมาก็ได้รู้จักและเป็นครอบครัวกันอีกด้วย)
เมื่อวานและวันนี้ ผู้เขียนใช้เวลาเกือบทั้งวันในการจัดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นที่ต้องใช้ที่ญี่ปุ่น 1 เดือน แต่เนื่องจากผู้เขียนมีเวลาค่อนข้างน้อยมากในการจัดของ จึงจัดไปเท่าที่คิดได้ตอนนั้น ที่เหลือคงยืมคนอื่นเอาดาบหน้า 555 นอกจากกิจกรรมการจัดของแล้ว ยังมีกิจกรรมการเดินสายลาญาติพี่น้องและรับฝากของฝากเป็นงานเสริม
พอตกเย็นผู้เขียนคิดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อยแล้ว ห้าโมงเย็นจึงออกเดินทางจากบ้านเพื่อไปสนามบิน ทางเจ้าหน้าที่ไมนิจิโทรมาบอกผู้เขียนว่านัดเจอที่ดอนเมืองตอนทุ่มนึง ผู้เขียนถึงตามเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด เช็กบัตร โหลดกระเป๋า และยังพอมีเวลาไปกันข้าวกับพ่อแม่ แต่เนื่องจากผู้เขียนละเมียดละไมกับการกินข้าวไปหน่อยจึงกลับมาเข้าเกทช้า ทุกคนเข้าไปกันหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้แต่เดินตามคุณแม่ของน้องน้ำหอมที่พาเข้าไป เมื่อเข้าไปเจอกับคณะที่ผู้เขียนต้องเดินทางร่วมไปด้วย ผู้เขียนก็ต้องตกใจและสะดุดตากับน้องคนหนึ่ง (ต่อมาจึงรู้ว่าชื่อ น้องหยอย ) หลังจากที่ได้พูดคุยและรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนว่าหยอยเป็นผู้หญิงที่มีผิวสีโกโก้สวยได้ใจทีเดียว เธอมีผมค่อนข้างหยิกหยอยตามชื่อของเธอ ที่ผู้เขียนสะดุดตาก็คือสไตล์การแต่งตัวของหยอย จำได้แม่นว่าหยอยใส่แว่นตาดำซึ่งมีเลนส์ขนาดใหญ่แทบจะปกปิดใบหน้าของเธอได้มิดชิดทีเดียว ใส่เสื้อกันหนาวขนเฟอร์ สวมถุงน่องสีดำยาวเกือบถึงเข่า ห้อยกระเป๋าไว้ที่แขนเหมือนคุณนายหลงยุคลี้ภัยมาจากปารีส นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้รู้เรื่องโก๊ะๆของเธอมาอีก เรื่องมีอยู่ว่า... หยอยเป็นคนที่ตื่นเต้นจัด อยากไปญี่ปุ่นมากกกกก เธอจึงจัดกระเป๋าและข้าวของ เตรียมตัวมาที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่เมื่อวานนี้ แหม...คงกลัวตกเครื่องบิน เลยมารอที่สนามบินก่อนวันนึงว่างั้นเถอะ แถมมีโทรไปโวยวาย น้ำหอม ว่าทำไมยังไม่มีใครมาอีก ก้อแหมใครจะอยากไปมากเหมือนคุณหล่ะ ! อิ๊ๆๆ
หลังจากเข้ามาแล้ว ทุกคนก็สลายตัวและแยกย้ายกันไปดูของช็อปปิ้งอย่างรวดเร็วมาก ทิ้งให้สามหนุ่มสามมุมอย่างพี่เอ เบสท์ และอี๊ดต้องยืนงงอยู่เดียวดาย ตอนแรก อี๊ด เป็นฝ่ายชวนผู้เขียนสนทนาก่อน น้องอี๊ดเป็นคนที่พูดเก่งมากจนน้ำไหลไฟดับ เรียกว่าเข้ามานี่หนึ่งชั่วโมงจนเค้าเรียกขึ้นเครื่อง พี่แกยังพูดไม่หยุด ผู้เขียนคุยกับอี๊ดจนคอแห้งเลยทีเดียว
ส่วน เบสท์ ตอนแรกๆก็เห็นน้องเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ มีโลกส่วนตัวสูง (แต่ต่อมา เราๆทุกคนคงเห็นแล้วนะครับว่าอ้ายเบสท์เป็นคนนิสัยยังไง พี่น้องครับ ไม่ต้องบรรยาย ! ) ตอนแรกที่เจอกันนี่แทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย น้องเบสท์แกเล่นโทรศัพท์คุยกับเพื่อน (หรือใครหว่า?) ตั้งแต่เข้าประตูมาจนกระทั่งจะขึ้นเครื่องเลย ผู้เขียนยังแซวเบสท์เลยว่าคุณพ่อทำงานอยู่องค์การโทรศัพท์รึเปล่าถึงโทรคุยได้นานขนาดนี้ ไม่อย่างงั้นคงเสียตังค์ไปหลายพันเลยหล่ะ เรียกว่าแบตมือถือที่เพิ่งชาร์ตมาเต็มๆหมดไปในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
หลังจากนั้นก็ตรวจเช็คตั๋ว ขึ้นเครื่อง ได้ที่นั่งทางซ้ายติดกับ น้องแพร ถัดไปเป็น น้องยู และผู้เขียนยังได้รู้จักกับ น้องฝน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนเสนอให้สลับที่นั่งกัน เนื่องจากน้องเค้านั่งกับตาแป๊ะแก่ไม่น่าไว้ใจคนนึง หลังจากสลับที่กันแล้ว ตาแป๊ะแกก็จ้องหน้าผู้เขียนตลอดเลยเป็นเวลาเกือบ 5 นาที ในใจแกคงนึกว่า รังเกียจกันมากรึไง ทำไมต้องสลับที่นั่งกันด้วย ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นการเสียมารยาทอย่างหนึ่ง เค้าก็เลยจ้องหน้าเรา รึว่าเค้าเกิดปิ๊งผู้เขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ 555
22.20 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ
ปล. ตอนเครื่องกำลังจะออก ผู้เขียนตื่นเต้นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักเลยทีเดียว (โคดเวอร์อ่ะ)
|