ไมนิจิ อะคาเดมิคกรุ๊ป
ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นครบวงจร
www.study-in-japan.com
 


 
                                                   image by N'Ice
 
วันที่หนึ่งของการเดินทาง
เสาร์ 11 มีนาคม
สนามบินดอนเมือง ประเทศไทย


      เมื่อสองวันก่อน “ ผู้เขียน ” ยังคร่ำเคร่งกับการสอบปลายภาค การจะได้ไปประเทศญี่ปุ่นในไม่ช้าเป็นกำลังใจอย่างดีทีเดียวที่ทำให้ผู้เขียนมีชีวิตรอดมาได้จากการสอบไล่ที่ผ่านมา

       ผู้เขียนยอมรับและสารภาพว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนจากบ้านเกิดและครอบครัวเป็นเวลานานที่สุดและไกลที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางคนเดียวไปกับผู้คนที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยอีกด้วย (แต่ต่อมาก็ได้รู้จักและเป็นครอบครัวกันอีกด้วย)

      เมื่อวานและวันนี้ ผู้เขียนใช้เวลาเกือบทั้งวันในการจัดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นที่ต้องใช้ที่ญี่ปุ่น 1 เดือน แต่เนื่องจากผู้เขียนมีเวลาค่อนข้างน้อยมากในการจัดของ จึงจัดไปเท่าที่คิดได้ตอนนั้น ที่เหลือคงยืมคนอื่นเอาดาบหน้า 555 นอกจากกิจกรรมการจัดของแล้ว ยังมีกิจกรรมการเดินสายลาญาติพี่น้องและรับฝากของฝากเป็นงานเสริม

    พอตกเย็นผู้เขียนคิดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อยแล้ว ห้าโมงเย็นจึงออกเดินทางจากบ้านเพื่อไปสนามบิน ทางเจ้าหน้าที่ไมนิจิโทรมาบอกผู้เขียนว่านัดเจอที่ดอนเมืองตอนทุ่มนึง ผู้เขียนถึงตามเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด เช็กบัตร โหลดกระเป๋า และยังพอมีเวลาไปกันข้าวกับพ่อแม่ แต่เนื่องจากผู้เขียนละเมียดละไมกับการกินข้าวไปหน่อยจึงกลับมาเข้าเกทช้า ทุกคนเข้าไปกันหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้แต่เดินตามคุณแม่ของน้องน้ำหอมที่พาเข้าไป เมื่อเข้าไปเจอกับคณะที่ผู้เขียนต้องเดินทางร่วมไปด้วย ผู้เขียนก็ต้องตกใจและสะดุดตากับน้องคนหนึ่ง (ต่อมาจึงรู้ว่าชื่อ “ น้องหยอย ” ) หลังจากที่ได้พูดคุยและรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนว่าหยอยเป็นผู้หญิงที่มีผิวสีโกโก้สวยได้ใจทีเดียว เธอมีผมค่อนข้างหยิกหยอยตามชื่อของเธอ ที่ผู้เขียนสะดุดตาก็คือสไตล์การแต่งตัวของหยอย จำได้แม่นว่าหยอยใส่แว่นตาดำซึ่งมีเลนส์ขนาดใหญ่แทบจะปกปิดใบหน้าของเธอได้มิดชิดทีเดียว ใส่เสื้อกันหนาวขนเฟอร์ สวมถุงน่องสีดำยาวเกือบถึงเข่า ห้อยกระเป๋าไว้ที่แขนเหมือนคุณนายหลงยุคลี้ภัยมาจากปารีส นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้รู้เรื่องโก๊ะๆของเธอมาอีก เรื่องมีอยู่ว่า... หยอยเป็นคนที่ตื่นเต้นจัด อยากไปญี่ปุ่นมากกกกก เธอจึงจัดกระเป๋าและข้าวของ เตรียมตัวมาที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่เมื่อวานนี้ แหม...คงกลัวตกเครื่องบิน เลยมารอที่สนามบินก่อนวันนึงว่างั้นเถอะ แถมมีโทรไปโวยวาย ” น้ำหอม ” ว่าทำไมยังไม่มีใครมาอีก ก้อแหมใครจะอยากไปมากเหมือนคุณหล่ะ ! อิ๊ๆๆ

     หลังจากเข้ามาแล้ว ทุกคนก็สลายตัวและแยกย้ายกันไปดูของช็อปปิ้งอย่างรวดเร็วมาก ทิ้งให้สามหนุ่มสามมุมอย่างพี่เอ เบสท์ และอี๊ดต้องยืนงงอยู่เดียวดาย ตอนแรก “ อี๊ด ” เป็นฝ่ายชวนผู้เขียนสนทนาก่อน น้องอี๊ดเป็นคนที่พูดเก่งมากจนน้ำไหลไฟดับ เรียกว่าเข้ามานี่หนึ่งชั่วโมงจนเค้าเรียกขึ้นเครื่อง พี่แกยังพูดไม่หยุด ผู้เขียนคุยกับอี๊ดจนคอแห้งเลยทีเดียว

    ส่วน “ เบสท์ ” ตอนแรกๆก็เห็นน้องเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ มีโลกส่วนตัวสูง (แต่ต่อมา เราๆทุกคนคงเห็นแล้วนะครับว่าอ้ายเบสท์เป็นคนนิสัยยังไง พี่น้องครับ ไม่ต้องบรรยาย ! ) ตอนแรกที่เจอกันนี่แทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย น้องเบสท์แกเล่นโทรศัพท์คุยกับเพื่อน (หรือใครหว่า?) ตั้งแต่เข้าประตูมาจนกระทั่งจะขึ้นเครื่องเลย ผู้เขียนยังแซวเบสท์เลยว่าคุณพ่อทำงานอยู่องค์การโทรศัพท์รึเปล่าถึงโทรคุยได้นานขนาดนี้ ไม่อย่างงั้นคงเสียตังค์ไปหลายพันเลยหล่ะ เรียกว่าแบตมือถือที่เพิ่งชาร์ตมาเต็มๆหมดไปในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง

    หลังจากนั้นก็ตรวจเช็คตั๋ว ขึ้นเครื่อง ได้ที่นั่งทางซ้ายติดกับ “ น้องแพร ” ถัดไปเป็น “ น้องยู ” และผู้เขียนยังได้รู้จักกับ “ น้องฝน ” ซึ่งผู้เขียนเป็นคนเสนอให้สลับที่นั่งกัน เนื่องจากน้องเค้านั่งกับตาแป๊ะแก่ไม่น่าไว้ใจคนนึง หลังจากสลับที่กันแล้ว ตาแป๊ะแกก็จ้องหน้าผู้เขียนตลอดเลยเป็นเวลาเกือบ 5 นาที ในใจแกคงนึกว่า “ รังเกียจกันมากรึไง ทำไมต้องสลับที่นั่งกันด้วย ” ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นการเสียมารยาทอย่างหนึ่ง เค้าก็เลยจ้องหน้าเรา รึว่าเค้าเกิดปิ๊งผู้เขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ 555

22.20 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ

ปล. ตอนเครื่องกำลังจะออก ผู้เขียนตื่นเต้นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักเลยทีเดียว (โคดเวอร์อ่ะ)


วันที่สองของการเดินทาง
อาทิตย์ี่ 12 มีนาคม
ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ ประเทศญี่ปุ่น


       เครื่องบินถึงสนามบินคันไซตี 3 กว่าๆ ใช้เวลาเดินประมาณ 5 ชั่วโมง พอลงจากเครื่องก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเลยทีเดียว รับกระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องมา ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเมโตคุมารอรับอยู่ที่สนามบิน ตอนแรกนึกว่าเป็นอาจารย์ ที่ไหนได้ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของโรงเรียนมาต้อนรับ ซึ่งพวกเราจะเรียกเค้าว่า “ นายหน้า(เลือด) ”

       ระหว่างรอรถที่จะมารับไปท่าเรือ พวกเราก็เริ่มทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมกัน ได้คุยกับ “ น้องไอซ์ ” ละก็ “ พี่เต ” จำได้ว่าวันนั้นยังแซวพี่เตเลยว่าหน้าเหมือนพันช์ผสมดา เอนโดฟิน (ดูไปดูมานาน พอเริ่มคุ้นกัน ชักไม่เหมือนแล้วอ่ะ) แต่ช่วงแรกๆผู้เขียนต้องขอบอกว่ายังไม่ค่อยได้คุยกับใครสักเท่าไหร่ ค่อนข้างเงียบอยู่ (อาจเป็นเพราะกำลังกลุ้มใจว่าอายุมากเกือบที่สุดในบรรดาคนที่มาทั้งหมด) พอมารู้ตัวอีกทีก็รู้จักคนโน้นคนนี้คุยกับเค้าไปได้ทั่วซะแล้ว (เลยแอบเนียนทำตัวเด็กให้กลมกลืนไปเลย อิๆๆ)


       กว่ารถที่จะมารับก็ปาเข้าไป 7 โมงครึ่ง นึกว่าจะนั่งรถต่อเดียวถึงโรงเรียนเลย ที่ไหนล่ะ นี่คือนั่งรถมาท่าเรือแป๊บเดียวเพื่อขึ้นเรือเร็วซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที ตอนแรกนึกว่าจะหลับซะหน่อยเพราะเมื่อคืนบนเครื่องหลับไม่สบาย แต่จริงๆนั่งคุยกับอี๊ดตลอดเลย แป่วววว ลงจากเรือเสร็จ ยังไม่จบแค่นั้นครับท่านผู้ชม คราวนี้ต่อรถของทางโรงเรียนจัดมาให้เพื่อนั่งต่อไปอีก โอ้โห ! อารายมันจะทรหดขนาดนั้นพี่น้องครับ เป็นการเดินทางที่สุดจะทรมาน โดยเฉพาะเวลาที่ “ อาจารย์ Wada” ขับรถเข้าไปในเขตภูเขาทางเข้าของโรงเรียน ซึ่งจากตีนเขาอันเป็นที่ตั้งของ Ryu Campus จะผ่านเข้าไปยัง Main Campus ต้องเลี้ยวถึง 72 โค้งเลยทีเดียว หนทางก็สุดจะแคบ ต้องบุกป่าฝ่าดง ผจญหมีควาย ขึ้นเขา ลงทะเลอยู่นานเลยกว่าจะถึงโรงแรมที่พักคืนแรกในโรงเรียน นึกว่าตนเองกำลังแข่งแรลลี่วิบากอยู่ !! ผู้เขียนคาดว่าผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเมโตคุได้ต้องผ่านการสอบขับขี่ข้ามหุบเขาลูกนี้อย่างแน่นอน

      นอกจากอาจารย์ Wada ยังมีอาจารย์สติเฟื่องสอนวิทย์ที่อุตส่าห์มาช่วยขับรถขนกระเป๋าให้ ตอนแรกนึกว่าคนขับรถของโรงเรียนนะเนี่ยะ ! และอาจารย์หัวล้านสอนอังกฤษซึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว พี่ปิ๋ว พี่โทโมมิจากไมนิจิมากับพวกเราด้วย

      พอมาถึงโรงเรียน พวกเราก็มาเจอกับ “ อาจารย์ Hashimoto” (พี่ตะเกียบของพวกเรานั่นเอง) ทำการปฐมนิเทศและแจกแจงกฎของที่นี่ (ซึ่งต่อมากฎที่เค้าพูดมาก็ได้รับการแหกจากพวกเรานักเรียนไทยแทบจะครบทุกข้อเลย คาดว่าเค้าคงติดแบลค์ลิสท์ห้ามเด็กไทยมาเรียนที่โรงเรียนเค้าอีกนานเลยหล่ะ 555 )

      ตอนเย็นไปกินข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียนเป็นมื้อแรก ถูกนักเรียนญี่ปุ่นมองอย่างกับตัวประหลาด ไม่เคยเห็นมนุษย์โลกกันหรืออย่างไรผู้เขียนคิดในใจ จ้องกันตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายจะกลับอยู่แล้วยังจ้องกันไม่เลิกอีก พอกินเสร็จขึ้นโรงแรม ฟังนัดหมาย อาบน้ำ พักผ่อน เข้านอน


   
 
ผู้เขียน : นายวีระเกียรติ บุญกนกวงศ์
ชื่อเล่น : น้องเอ
การศึกษา: ชั้นปีที่ 3 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้เข้าร่วมโครงการ Study in Japanese High School Program at Meitoku Gijuku Senior High School

 
เรื่องเล่าจากเกียวโต...โดยนนนี่
เรื่องเล่าจากเกียวโต (1)
เรื่องเล่าจากเกียวโต (2)
เรื่องเล่าจากเกียวโต (3)
เรื่องเล่าจากเกียวโต (4)
31 วันกับความผูกพันในญี่ปุ่น
และเมโตคุ...โดยน้องเอ

ความผูกพันในญี่ปุ่นและเมโตคุ (1)
ความผูกพันในญี่ปุ่นและเมโตคุ (2)
ความผูกพันในญี่ปุ่นและเมโตคุ (3)
Japan Guide...โดย อ. ชมนาด
 

 

Mainichi Academic Group
Copyright 2005 © Mainichi Academic Group & Mainichi Japanese Language Institute All Rights Reserved.